วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 4 ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน

บทที่ 4
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
ความหมายของความประสิทธิผลและความมีประสิทธิภาพ
ในพจนานุกรมให้ความหมายประสิทธิผล ว่า ปฏิบัติตนได้ตามเป้าหมาย ได้ตามตั้งใจ หรือที่คาดหวังไว้ ส่วนประสิทธิภาพ ได้นิยามว่า ข้อเท็จจริงหรือคุณภาพในประสิทธิภาพ ขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน อัตราส่วนงานที่ทำหรือพลังเครื่องจักร เครื่องกลได้พัฒนาขึ้น เมื่อเทียบกับพลังงานที่ส่งเข้าไป
วูส กล่าวว่า ความมีประสิทธิผล นอกจากหมายถึง ความคล่องแคล่ว ชำนาญ แล้ว ยังนิยามไว้ว่า เป็นผลลัพธ์ที่ได้รับอย่างดีก็คือ ผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพ ในวิธีที่ดีที่สุด ที่สั่นที่สุด ประสิทธิผลต้นทุนที่ดีที่สุด
ส่วนคำว่า ความมีประสิทธิภาพ เป็นคุณภาพงาน ความน่าเชื่อถือ ความพึงพอใจของลูกค้า ความรับผิดชอบ ลักษณะรูปทรงงดงาม ความสะอาด ความสะดวก ความสบาย การสื่อสาร ความสุภาพอ่อนโยน ความมีสมรรถนะ ความมีพร้อม ความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นด้านปริมาณ ยืดหยุ่นด้านความรวดเร็วในการส่งมอบ ทำตามที่ลูกค้าประสงค์
การสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน
1.       การลดต้นทุนคุณภาพ
   ไม่ว่าองค์กรจะทำอะไรล้วนต้องจ่ายเงิน การผลิตสินค้าสักชิ้น เขียนใบกำกับสินค้า ซ่อมแซมเครื่องจักร การบริหารงานอย่างชาญฉลาดต้องใช้เงินเป็น ถุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์การบรรลุเป้าหมายคือ
1.1   ต้นทุนคุณภาพ เป็นตันทุนที่ทำให้มั่นใจ ว่าลูกค้าได้รับสินค้าหรือบริการคุณภาพสูง ในองค์กรจำนวนมากต้นทุนดำเนินงานส่วนมาก ใช้ในการทำผิดพลาด ซ่อมแซมงาน ทำงานซ้ำจ่ายค่าประกัน จ่ายเงินคืนลูกค้า
1.2   การวิเคราะห์ต้องทุนคุณภาพ จะช่วยให้เห็นว่า มีต้นทุนสำคัญมากมายซ่อนอยู่ ต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่นความบกพร่อง การทำซ้ำ การตรวจสอบ ส่วนต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่น ต้นทุนส่งมอบเร่งรีบ เสียเวลาเนื่องจากอุบัติเหตุ การเขียนการสั่งงานซ้ำ การอบรมซ้ำ
ต้นทุนป้องกัน
ออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคุณภาพที่ไม่ดีหรือบริการที่บกพร่อง ตัวอย่าง เช่น การวางแผนคุณภาพ การประชุมทีมปรับปรุงคุณภาพ
ต้นทุนการประเมิน
คือต้นทุนที่เกี่ยวกับการตรวจวัด การประเมินผล การประเมินการส่งมอบบริการ เช่น การตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าและบริการ การทดสอบบริการ การตรวจประเมินบริการ การวัดขีดความสามารถของกระบวนการ
ต้นทุนล้มเหลว
เป็นต้นทุนที่เกิดจากการทำงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด หรือความต้องการของลูกค้า
ต้นทุนล้มเหลวแบ่งเป็นสองอย่าง
1.1   ต้นทุนล้มเหลวภายใน เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบบริการหรือการติดตั้งให้บริการแก่ลูกค้า
ตัวอย่าง เช่น การแก้แบบ การทำงานซ้ำ การตรวจสอบซ้ำ การทบทวน
1.2   ต้นทุนล้มเหลวภายนอก การส่งมอบบริการ ตัวอย่าง เช่น การจ่ายค่าประกันการให้บริการแก่ลูกค้า
การจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆตามกฎหมาย
2.       การลดความสูญเปล่า แบ่งออกเป็น 7 ประเภท
1.       ผลิตมากเกินไป คือการเก็บของจำนวนมากมากเกินไป การใช้แรงงานมากขึ้น การใช้เงินมากขึ้น เสียเวลาใน  การทำงาน เปลืองเนื้อที่จัดเก็บ เสี่ยงต่อการตกรุ่น
2.       ผลิตบกพร่อง/แก้ไขงาน คือการต้องทำงานใหม่ การแก้งาน เช่น หนังสือที่พิมพ์ผิด นอกจากจะเสียเวลา ยัง  เสียกระดาษ หมึกพิมพ์ ยังทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจด้วย
3.       เวลารอคอย/ความล่าช้า คือการต้องรอคน รองาน นับเป็นการเสียโอกาส แทนที่จะได้งานกลับต้องรออยู่  เฉย
4.       สินค้าคงคลังมากเกินไป/งานอยู่ระหว่างการผลิต คือ บริษัทสะสมงานไว้มากเกินไป เป็นการเสียพื้นที่ เสีย  วัตถุดิบ เสียเวลาการผลิต
5.       การขนของ คือ การสิ่งของจากรถใหญ่ไปรถเล็ก การส่งต่อหลายทอด ทำให้เกิดความสูญเสีย
6.       กระบวนการที่ขาดประสิทธิภาพ คือ คือการบกพร่องกับงาน เช่น การออกแบบถังพลาสติกให้ประกอบห้าหกชิ้น แทนที่จะสองสามชิ้น ย่อมเกินความจำเป็น

7.       การเคลื่อนไหว-การกระทำที่ไม่จำเป็น คือ การเคลื่อนไหวที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดการสูญเปล่า ทำให้เสียเวลาเสียทรัพยากรอื่นๆ 

บทที่ 3 คุณภาพ

บทที่ 3
คุณภาพ
ความหมายของคุณภาพ
คุณภาพเป็นลักษณะโดยรวมของสินค้าหรือบริการที่นำพาความสามารถในการทำให้พึงพอใจตามระบุหรือโดยนัย คุณภาพควรมุ่งไปที่ความจำเป็นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าสามารถใช้ได้กับสินค้าและบริการ
สายโซ่คุณภาพ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1       1.  ลูกค้าภายนอก คือ คนนอกองค์การที่ต้องการซื้อสินค้า/บริการจากองค์การ
2     2.  ลูกค้าภายใน คือ ผู้ทำงาน ในกระบวนการ ถัดไปของเราภายในองค์การจะมีกระบวนการส่งมอบต่อให้ลูกค้า เพื่อบรรลุคุณภาพอันเป็นความต้องการของลูกค้าภายนอก
เพื่อทำงานให้มีคุณภาพ โอ๊คแลนด์เสนอว่า
1      1.  ใครเป็นลูกค้าของฉัน
2      2. อะไรเป็นสิ่งที่ต้องการแท้จริงของลูกค้าของฉัน
3      3. จะทำอย่างไรหรือสามารถทำอย่างไรในความต้องการนั้น
4      4. จะวัดความสามารถของฉันได้อย่างไร
5      5. ฉันมีความมีความสามารถในการสนองความต้องกลับเหล่านั้นหรือไม่
6     6. ฉันยังคงตอบสนองความต้องการได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
7     7. ฉันจะรู้ได้อย่างไรความต้องการเปลี่ยนแปลง
8     8. ในขณะเดียวกันก็ถามด้านผู้ส่งนอก
9     9.ใครเป็นผู้ส่งมอบให้แก่ฉัน
1     ความต้องการที่แท้จริงของฉันคืออะไร
คุณภาพสินค้า
1.1   การเลือกปฏิบัติงาน สามารถวัดได้ว่าทำงานตามหลักวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่น เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นสบาย โทรทัศน์สามารถรับสัญญาณภาพและเสียงได้
1.2   ลักษณะสำคัญ ทำหน้าที่สนับสนุนหลัก เช่นเครื่องดื่มฟรีบนเครื่องบิน แป้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ ปุ่มอัตโนมัติของเครื่องโทรทัศน์
1.3   ความไว้วางใจได้ เป็นการระบุสินค้าทำหน้าที่ได้ภายในเวลานั้น เช่นความไว้วางใจได้ของรถยนต์ ให้รู้ว่าต้องซ่อมบ่อยเพียงใด
1.4   ความสอดคล้อง เป็นการออกแบบและปฏิบัติว่าสินค้ามีมาตรฐานและข้อกำหนดอย่างไรเช่น วิทยุติดรถยนต์มีความกว้างสูงเพียงใด
1.5   ความทนทาน เป็นเครื่องชี้วัดชีวิตสินค้า เช่น ยางรถยนต์ วัดจากจำนวนกิโลเมตรที่ใช้ไปก่อนไปเปลี่ยนเส้นใหม่
1.6   ความสามารถในการบริการเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมได้ง่าย เช่น เมื่อซื้อรถคันใหม่จะคิดว่าหาอู่ซ่อมได้มากน้อยเพียงใดหรือใช้เวลาซ่อมเพียงใด
1.7   สุนทรียภาพ เป็นความส่วนตัวกับความรับรู้ของแต่ละคน มีลักษณะของสินค้า รูป รถ กลิ่น เสียง สี
1.8   คุณภาพที่รับรู้ รับรู้ตามยี่ห้อ เช่น ถ้าเป็นรถยนต์ เบนซ์ เป็นรถที่ดี
7 ความคิดที่ผิดๆเกี่ยวกับคุณภาพ
1   1.       คุณภาพกับการผลิตสับเปลี่ยนกันได้ คุณภาพต้องค่อยเป็นค่อยไปผลผลิตลดลง
2   2.       คุณภาพทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น วิธีที่ดีกว่านั้นคือการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
3   3.       การปรับปรุงคุณภาพใช้ได้เฉพาะการผลิตสินค้า แท้ที่จริงแล้วสามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในงานทุกงานทุกกระบวนการปฏิบัติงาน
4   4.       ความสามารถของประเทศชาติมีคุณภาพขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม
5   5.       ติดตั้งคุณภาพให้ได้ดังติดตั้งเครื่องปรับอากาศ บางคนคิดว่าคุณภาพเป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก
6   6.       คุณภาพเป็นโปรแกรมอีกโปรแกรมหนึ่งเท่านั้น
    7. การบริการที่ดีคือใช้คนมาก การใช้คนมากไม่ได้หมายความว่าบริการจะดี
10 ความเชื่อบริษัทที่ไม่คุ้นกับคำว่าคุณภาพ
1    1.       เรารู้ดีกว่าลูกค้า
2    2.       ลูกค้าไม่ได้ใช้คุณภาพในการตัดสินใจ
3    3.จุดหมายใหญ่ของบริษัทคือเงิน
4    4.     คนงานมีบทบาททำไม่ได้ตัดสินใจ
5    5.      การปปรับปรุงคุณภาพทำให้เสียเงิน
6    6.       บริษัทมักได้ความสำเร็จกับการกระโดดข้ามขั้น
7    7.      ความผิดพลาดเป็นปกติของนไม่สามารถแก้ได้
8    8.       การปรับปรุงคุณภาพส่งต่อกันได้
9    9.  ฉลองแต่ความสำเร็จ
1   10.   ถ้ายังไม่หักต้องไม่ต้องซ่อม
10 ความเชื่อของบริษัทที่คุ้นกับคุณภาพ
1    1.  พูดภาษาเดียวกันกับผู้ส่งมอบกับลูกค้า
2    2.    ลูกค้าเป็นเพื่อนที่คบนาน
3    3.       คุณภาพเป็นเป้าหมายของบริษัท
4    4.       เรายังไม่พอใจกับคุณภาพของเรา
5    5.       เราสามารถรับรองผลได้ถูกต้อง
6    6.      เราเชื่อในคุณภาพ
7    7.      เราสร้างกระบวนการคุณภาพ
8    8.    เรามองเห็นกระบวนการ
9    9.       เราเชื่อในการตรวจสอบ
1   10.   เรามุ่งมั้นอย่างเต็มเปี่ยม

บทที่2 ผลิตภาพ

บทที่2
ผลิตภาพ
ความหมายขของผลิตภาพ
  ผลิตภาพ ใช้ในวงการอย่างแพร่หลาย องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจยุโรปให้ ความหมาย คำว่าผลิตภาพ ว่าเป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์ที่ได้จากการผลิต อันประกอบด้วย แรงงาน เงินทุน วัตถุดิบ เครื่องจักร และต้นทุนผลิตอื่นๆอันก่อให้เกิดผลผลิตตรงกับ โปรโคเพ็นโค ที่กล่าวว่า โดยทั่วไปคำนิยามของคำว่า ผลิตภาพก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผลส่งออกหรือผลผลิตหรือบริการ กับ ปัจจัยนำเข้าที่สร้างผลผลิตหรือผลส่งออกนั้น ดังนั้น จึงสรุปคำว่าผลิตภาพได้ว่า คือการใช้ทรัพยากร เช่น แรงงาน ทุน ที่ดิน การจัดการ พลังงาน ข่าวสารข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้นทุนในการเพิ่มผลิตภาพ
ผลิตภาพ เป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จและความแกร่งทางการแข่งขัน เป้าหมายพื้นฐานของการเพิ่มผลิตภาพก็คือลดต้นทุนการผลิต และปรับปรุงคุณภาพของสินค้า องค์การทำการผลิตจะมีค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนสองประเภทใหญ่ๆ คือ
1.       ต้นทุนความสอดคล้อง เป็นต้นทุนที่มั่นใจว่าทำสิ่งต่างๆได้ถูกต้องตั้งแต่แรกไม่เพียงรวมต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังรวมต้นทุนการตรวจสอบ การทดสอบ และการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งการวางแผนปฏิบัติการอีกด้วย
2.       ต้นทุนความไม่สอดคล้อง เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ทำสิ่งต่างๆให้ถูกต้องตั้งแต่แรก มีเศษ ของเสีย การซ่อมสร้างใหม่ การจัดการกับคำต่อว่าของลูกค้า การแก้ไขและการทดแทนของสินค้า การชดเชย การแก้ไขสินค้าหลังจากการส่งมอบไปแล้ว ต้นทุนความไม่สอดคล้องยังเป็นเหตุแห่งความไม่สมหวังและแสดงออก ความไม่พึงพอใจของลูกค้าต่อสาธารณชนอีกด้วย 
การวัดผลิตภาพ  สามารถวัดได้ในระดับบริษัท และระดับประเทศในระดับชาติ
1.       การวัดเบื้องต้น วัดที่ปัจจัยนำเข้าและผลส่งออก
ขั้นแรก วัดจากผลส่งออกหรือผลผลิต ขั้นตอนที่สองวัดจาก ปัจจัยนำเข้าทั้งหลาย
ผลิตภาพแบ่งได้ เป็น 2ส่วนคือ
1.       ผลิตภาพแรงงาน เป็นอัตราส่วนของผลผลิตจากจำนวนแรงงานที่ใช้ไป เนื่องจากแรงงานเป็นมูลค่าส่วนใหญ่ของสินค้า ประกอบกับข้อมูลด้านค่าแรงมีพร้อมได้หาให้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตามแรงงาน ไม่ได้หมายถึงกำลังคนอย่างเดียว ยังเป็นการสะท้อนของผลิตภาพส่งออกที่ได้รับจากแรงงานอื่นๆที่มีความสัมพันธ์ร่วมกันอีกด้วย
2.       ผลภาพทุน เป็นอัตราส่วนของมูลค่าผลผลิต นั่นคือ ยิ่งเพิ่มปัจจัยที่นำเข้าเข้าไปจะส่งผลผลิตส่งออกต่อหน่วยลดน้อยลง เพื่อรักษาผลส่งออกให้เติบโตยิ่งขึ้น
ตัวชี้วัดผลในระดับต่างๆ
1.       ระดับส่วนตัว หน้าที่จะใช้ชี้วัดทางกายภาพ เป็นการเปรียบเทียบผลปฏิบัติงาน เช่น ผู้ผลิตโทรทัศน์จะวัดจากจำนวนโทรทัศน์ที่พนักงานผลิตได้
2.       ระดับบริษัท อัตราส่วนการชี้วัดหลังจากการปฏิบัติเป็นการขายหรือบริการได้เท่าไหร่ถ้าไม่มีการประเมินผล อาจจะไม่ทราบว่ามีคนสนใจซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด
3.       ระดับประเทศ เป็นการวัดระดับมหภาค คือ วัดระดับอุตสหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
กระบวนการของผลิตภาพ
1.       แรงงาน หรือทรัพยากรบุคคล เช่น คนงาน ผู้ปฏิบัติงาน
2.       เครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นเครื่องผลิตก่อให้เกิดสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
3.       วัตถุดิบ เป็นปัจจัยนำเข้าเพื่อผลิตสินค้า
4.       เงิน เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานให้ได้มาทรัพยากรอื่นๆ
5.       การบริหารจัดการ เป็นการจัดการให้ทรัพยากรทั้งหลายทำงานประสานกันเพื่อผลิตสินค้าหรือบริการ
6.       เทคนิคการทำงาน วิธีการที่ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ความสำคัญของผลิตภาพ
1.      ผลประโยชน์แก่บริษัท
1.1   ความสามารถในการทำกำไร กำไรเป็นผลมาจากผลิตภาพในการทำงานยาวนาน
สมการต่อไปนี้ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกันคุณภาพ


ความสามารถในการทำกำไร = รายได้รวมจากผลผลิต
                                                 ต้นทุนของปัจจัยนำเข้า
                                              = ผลผลิตรวม                   ×              ราคาต่อหน่วยของผลิตผล
                                                 ปัจจัยนำเข้ารวม.                           ต้นทุนของหน่วยปัจจัย


                                                  (ผลิตภาพ)                                 (ความคุ้มราคา)



1.2   ความแกร่งในการแข่งขัน คือความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นที่ผลิตสินค้าคล้ายคลึงกัน ตัวชี้วัดความแกร่งในการแข่งขัน คือ


ต้นทุนแรงงานต่อหน่วย (ULC)   = ต้นทุนแรงงาน
มูลค่าเพิ่ม
= ต้นทุนแรงงานเฉลี่ย
ผลิตภาพ

2.       ผลประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติงาน
เซยด์แมนและสแกนคีย์ กล่าวว่า ผลิตภาพให้ความมั่นคงในงาน มักคิดกันทั่วไปว่า ไม่ว่าบริษัทจะได้รับผลกำไรสักเท่าไหร่ก็ไม่มีความหมายต่อผู้ปฏิบัติงาน เรื่องสำคัญคือกลับบ้านพร้อมเงินค่าแรง
และความสนุกสนานกับการทำงาน
3.       ผลประโยชน์แก่ลูกค้า
ลูกค้าจะได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นขึ้นอยู่กับราคา ถ้าผลิตภาพต่ำ การดำรงชีพของลูกค้าจะได้รับผลกระทบด้วย


 องค์ประกอบและการแบ่งสรรของผลิตภาพ
1.      สิ่งที่ลูกค้าได้จากงานคือ สินค้า/บริการ ที่เกี่ยวกับ
1.1   คือ สิ่งที่สนองความต้องการของลูกค้า ให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจจากคุณภาพสินค้าและบริการ
1.2   ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้นทุนวัตถุดิบ ต้องทุนเครื่องจักรต้นทุนแรงงาน
1.3   การส่งมอบ การส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ตรงตามเวลา
2.      สิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับจากงาน คือ
2.1   ขวัญ-กำลังใจ เช่น มีเงิน มีอาหาร มีสถานที่ทำงานที่ดี
2.2   ความปลอดภัย สภาพการทำงานที่เป็นปกติ ไม่สูญเสีย หรือบาดเจ็บหรือเจ็บปวด
3.       สิ่งที่สังคมได้รับจากงาน
3.1   สภาพแวดล้อม ต้องไม่เป็นมลภาวะ

3.2   จริยธรรมการดำเนินงาน สิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี ควรทำหรือละเว้น

บทที่1 ปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง

บทที่1
ปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง
ความหมายของการพัฒนาตนเอง
เป็นการปรับปรุงตนเอง ให้เข้ากับสถานการณ์สภาพแวดล้อมและการทำงาน  สามารถปฏิบัติงานได้รับความต้องการขององค์การ ลูกค้า คนที่ก้าวหน้ามักพัฒนาการต่อเนื่อง
การรู้จักตนเอง
1.       ความแตกต่างของคน คนเราต่างกันประการเเรก คือ พันธุกรรม เป็นลักษณะถ่ายทองทางพันธุบรรพบุรุษ เช่น สูง ดำ ต่ำ ขาว ประการที่สอง สภาพแวดล้อม เกิดจาก การกระทบที่ผ่านมาทาทประสาทรับรู้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
2.       การพัฒนาตนเกิดจากการรู้จักตนเอง หมายถึง การเข้าใจในตนเอง รู้จักอุปนิสัยใจคอ
3.       ความสมดุลระหว่างชีวิต การงานและสังคม ต้องพัฒนาทั้ง 6 ด้านควบคู่กัน
3.1   สุจภาพและร่างกาย มีร่างกายแข็งแรงสุขภาพดี จึงดำรงชีวิตให้มีประสิทธิภาพ
3.2   สติปัญญาและการศึกษา การเรัยนรู้และพัฒนาตนตลอดชีวิต ทำให้เติบโตทั้งความคิดและจิตใจ
3.3   การเงินและอาชีพ การเงินดีทำให้มีเจตคติบวกและสภาพคล้องในการดำรงชีวิต
3.4   ครอบครัวและบ้านเรือน ทำให้มีจิตใจมั่นคง. เป็นแรงใจแก่กัน
3.5   จริยธรรมและจิตวิญญาณ ความเชื่อเหนือสภาพนอกวัตถุเป็นแหล่งพลังและการสร้างสรรค์ในการเพิ่งการเกื้อหนุนให้แกผู้อื่น
3.6   สังคมและวัฒนธรรม ความสามารถในการเข้ากับผู้อื่นได้ในชุมชน ในสังคมโลกได้อย่างกลมเกลียว
แนวคิดและหลักการในการพัฒนาคน
1.       ด้านความรู้
1.1   ความรู้ทั่วไป (สิ่งที่เป็นไปในโลกนี้)
1.2   วงการ (เข้าใจวงการที่ทำอยู่เพียงใดใครเป็นใคร ใครทำงานให้ ทำงานให้ใครบ้าง )
2.       ด้านวิธีทำ
2.1   ทักษะด้านคอมพิวเตอร์
2.2   ทักษะด้านการศึกษาและวิจัย
2.3   ทักษะด้านภาษา
3.       ความสามารถด้านพุทธิศึกษา-สติปัญญา
3.1   การแก้ไขปัญหา
3.2   ความสามารถในการวิเคราะห์
3.3   การตัดสินใจ
3.4   การวางแผนและมอบหมายงาน
4.       ด้านทักษะสัมพันธ์กับผู้คน
4.1   ทักษะในการสื่อสาร
4.2   การรู้จักหัวอกคนอื่น
4.3   ความสามารถในการจูงใจ
4.4   ทักษะการสร้างเครือข่าย
5.       ด้านเจตคติ
5.1   ความเชื่อมั่นในตนเอง
5.2   ความเป็นคนคิดด้านบวก
5.3   ทำงานเชิงรุก
5.4   ฟื้นตัวได้รวดเร็ว
ความรู้ทักษะในการทำงาน
1.       ทักษะทางเทคนิคและวิชาชีพ ทักษะมีความจำเป็นเพื่อทำงานในงานอาชีพของตนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น นักบัญชี มีทักษะการทำงานด้านบัญชี
2.       ทักษะด้านองค์การ เป็นทักษะทางเทคนิควิชาชีพและทักษะด้านองค์การอย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาความรู้และทักษะภายในภายนอก
3.      ความรู้เรื่องตนเอง
1.      ความรู้เกี่ยวกับโลก
4.      ทักษะภายใน
2.      ทักษะภายนอก
การรับรู้ตนเองจากทฤษฎีโจฮารี
เป็นทฤษฎีที่ศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อดูว่าแต่และคนตตระหนักในตนเองมากน้อยเพียงใด และมีการเปิดเผยอย่างไรเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น
ประโยชน์ของหน้าต่างโจฮารี
1.       รู้ตนเองและตระหนักในตนเองและผู้อื่นตลอดเวลา
2.       สามารถสร้างมิตรได้ง่ายและรักษามิตรไว้ได้นาน
3.       สามารถทำงานได้มากกว่าและเร็วกว่า
4.       รับข้อมูลและเพิ่มพูลความรู้อยู่เสมอ
5.       รู้กาลเทศะในการสนทนากับผู้อื่น
6.       เข้าใจผู้อื่นได้ดี
7.       เข้าใจธรมมชาติของการสื่อสาร
8.       เป็นหนทางนำไปสู่ความเป็นผู้นำ
9.       เป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง
เจตคติ
คือ ความรู้สึก ท่าทีที่แสดงออกมา เมื่อมีเจตคติบวก คาดว่าจะได้รับความสำเร็จ และคนที่รับจะตอบรับอย่างดี แต่เมื่อเจตคติด้านลบ คาดว่าจะแย่ คนก็จะพยายามหลีกหนี
เมื่อคนมีเจตคติด้านบวก จะส่งสัญญาณดี ด้านมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใสออกไป คนรับก็จะได้รับความสุข